การรับประทานถั่งเช่าเป็นอันตรายหรือไม่ และมีผลข้างเคียงไหม?

ถั่งเช่าสีทอง นับเป็นตัวช่วยในการบำรุงสุขภาพที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีสรรพคุณและประโยชน์มากมายในการเสริมสร้างร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทานโรค ช่วยชะลอความแก่ชราและความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียและทำให้ร่างกายสดชื่นมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผู้บริโภคหลายท่านอาจสงสัยว่าการรับประทานถั่งเช่ามีผลข้างเคียงไหม คำตอบก็คืออาจมีอาการแพ้ถั่งเช่าหรือมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ผู้บริโภคได้รับและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ซึ่งหากร่างกายได้รับถั่งเช่าในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นหรือบริโภคอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาในภายหลังได้

อาการแพ้ถั่งเช่าส่งผลให้เกิดอาการใดบ้าง?

  • อาการร้อนใน รู้สึกกระหายน้ำ และมีอาการริมฝีปากแห้งร่วมด้วย
  • อาการง่วงซึม ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ในผู้บริโภคที่รับประทานถั่งเช่าสีทองทั้งในรูปแบบการดื่มน้ำสกัด น้ำชา หรือบริโภคเนื้อเห็ดในปริมาณสูง
  • อาการถ่ายเหลว คล้ายท้องเสียแต่ไม่มีไข้และไม่มีอาการปวดท้องร่วม
  • อาการเหงื่อออกมาก ในผู้บริโภคบางรายอาจจะมีเหงื่อมากหลังการรับประทานถั่งเช่าสีทอง
  • อาการมึนเวียนศีรษะ หน้ามืด ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่บริโภคถั่งเช่าหลังการออกกำลังกายทันที
  • มีผื่นคันตามผิวหนัง โดยอาจเป็นผื่นแดงนูนเหมือนผื่นลมพิษหรือเป็นผื่นเม็ดเล็กๆ ซึ่งอาการผื่นคันตามตัวนี้เป็นการแสดงออกถึงอาการแพ้เห็ดของผู้บริโภคบางราย
  • มีตุ่มสิวขึ้นบริเวณบนใบหน้าหรือแผ่นหลังหลังรับประทานถั่งเช่า ซึ่งอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นประมาณ 2-7 วัน

วิธีการแก้อาการแพ้ถั่งเช่า สามารถทำได้อย่างไร?

ผู้บริโภคควรงดการรับประทานอาหาร หรือยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น ไม่ว่าจะเป็น หัวไชเท้า หรือฟักเขียว เนื่องจากถั่งเช่าสีทองเป็นยามีฤทธิ์ร้อน จึงทำให้การรับประทานพร้อมกันไปลดประสิทธิภาพการทำงานของสารออกฤทธิ์ในถั่งเช่าและส่งผลเสียต่อระบบหมุนเวียนโลหิตภายในร่างกาย ผู้บริโภคควรงดการรับประทานสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน อาทิ ขิง ข่า ขมิ้น หอมแดง กระเทียม กระชาย ยี่หร่า หรือพริกไทยดำในปริมาณที่มาก ควบคู่ไปกับการทานถั่งเช่า เนื่องจากจะทำให้อาการร้อนในมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้มีเหงื่อออกตามตัว ปวดศีรษะ และอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วยในผู้บริโภคบางราย ดังนั้นผู้บริโภคควรดื่มตามมากๆ ร่วมกับเช็ดตัว เพื่อช่วยในการคลายความร้อนของอุณหภูมิในร่างกาย ผู้บริโภคควรรับประทานถั่งเช่าในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีระดับคอร์ไดเซปินที่ 200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักเห็ด 100 กรัม ในปริมาณ 0.5 – 1 กรัมต่อวันสำหรับคนปกติทั่วไป และไม่ควรเกิน 5 กรัมต่อวันในการบริโภคของกลุ่มผู้ป่วยโรคอื่นๆ 

ผู้ที่ไม่ควรรับประทานถั่งเช่าถึงแม้ว่าถั่งเช่าจะมีประโยชน์และสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่างๆ มากมาย แต่การรับประทานถั่งเช่าก็มีข้อห้ามและข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางกลุ่มเช่นกัน

  • เด็ก สตรีมีครรภ์ และหญิงที่กำลังให้นมบุตรไม่ควรรับประทานถั่งเช่า เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันเรื่องความปลอดภัยสำหรับการรับประทานถั่งเช่าที่ชัดเจน
  • ไม่ควรรับประทานถั่งเช่าควบคู่กับยาบางประเภท เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยายับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงผู้ที่พึ่งผ่านการผ่าตัด หรือมีแผลขนาดใหญ่ก่อนและหลังระยะเวลา 1 เดือน เนื่องจากฤทธิ์ของถั่งเช่าส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าและอาจทำให้มีอาการรุนแรงอื่นๆ ตามมาได้
  • ผู้ป่วยในกลุ่มโรคภูมิต้านตนเอง ไม่ว่าจะเป็น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอมเอส และโรคลูปัส ไม่ควรรับประทานถั่งเช่า เนื่องจากสารสำคัญในถั่งเช่าบางตัวอาจไวต่อการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มากขึ้น และเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลง
  • ผู้ที่ต้องขับขี่ยานพาหนะประเภทต่างๆ บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ และผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกล หรือของมีคมในการทำงาน ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากการรับประทานถั่งเช่าในช่วงแรกอาจทำให้ผู้บริโภคมีอาการง่วงซึม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดตามมาได้

ก่อนการรับประทานถั่งเช่า ผู้บริโภคควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน และระยะเวลาในการรับประทานให้ดีก่อน ถึงแม้ว่าถั่งเช่าไร้สารเคมีและไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ แต่เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายให้มากที่สุด

Comments are closed.